Posted : 3 Jul 2020

ถึงแม้การลงทุนหุ้นไทยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมามีแนวโน้มค่อนข้างน่าผิดหวัง เมื่อวัดจากดัชนี SET Index โดยปี 2561 ให้ผลตอบแทน -10.8% ขณะที่ปี 2562 (นับถึง 15 พ.ย.62) ให้ผลตอบแทน 2.5% ถึงแม้เป็นบวกแต่ก็ยังคงต่ำกว่าผลตอบแทนของตลาดหุ้นภูมิภาคโดยรวม เมื่ออิงจาก MSCI Asia Ex. Japan ที่ให้ผลตอบแทนในช่วงเวลาเดียวกันนับจากต้นปีที่ 8.8% ถึงแม้ตลาดหุ้นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาจะให้ผลตอบแทนไม่ดีนัก อย่างไรก็ตามเราประเมินว่ามีความเป็นไปได้สูงที่ตลาดหุ้นปี 2563 มีโอกาสที่จะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่านักลงทุนคาดจากเหตุผลหลัก ๆ ดังนี้

เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้น

ซึ่งเป็นผลจาก

  1. การกลับมาซื้อและสต็อคสินค้า (Global Restocking) อีกครั้งหลังสินค้าคงคลังที่มีลดลง และทำให้กิจกรรมการผลิตในหลายประเทศเริ่มส่งสัญญาณชี้นำที่เป็นบวกในช่วงปลายไตรมาส 3/62 ที่ผ่านมา
  2. ผลของสงครามการค้าที่เริ่มจำกัด หลังสหรัฐฯและจีนมีแนวโน้มบรรลุข้อตกลงการค้า ซึ่งจะมีผลให้ผลกระทบจากสงครามการค้าไม่ร้ายแรงยิ่งไปกว่าที่เป็นอยู่ และบรรยากาศทางเศรษฐกิจโดยรวมมีโอกาสปรับดีขึ้นจากการเข้าสู่ปีที่จะมีการเลือกตั้งประธานาธิปดีสหรัฐฯ
  3. งบประมาณปี 2563 ที่ล่าช้า คาดจะเริ่มเห็นเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้ในช่วงไตรมาส 2/63

สภาพคล่องทั่วโลกที่อยู่ในระดับสูง

ธนาคารกลางทั่วโลกดำเนินนโยบายผิดพลาดในปี 2561 โดยปรับมาใช้นโยบายการเงินที่ตึงตัวมากขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจโลกไม่ได้ฟื้นตัวดีขึ้นจริง แต่กลับชะลอตัวลง และทำให้ธนาคารกลางหลายแห่งจำต้องกลับมาอัดฉีดสภาพคล่องเพิ่มขึ้นในช่วง 2562 แต่ก็ส่งผลดีต่อสินทรัพย์เสี่ยงโดยเฉพาะหุ้นค่อนข้างจำกัด เนื่องมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทำให้ผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ชะลอตัวลง อย่างไรก็ตาม การใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายที่ต่อเนื่องไปยังปี 2563 ที่คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะเริ่มมีสัญญาณบวกมากขึ้น จะเป็นปัจจัยบวกต่อการเคลื่อนไหวของหุ้นหรือตราสารทุน

ความกังวลเรื่องเศรษฐกิจถดถอยที่ลดลง

ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่แตกต่างจะช่วง 3-6 เดือนที่แล้ว ที่นักลงทุนกังวลว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession) แต่สถานการณ์ปัจจุบันบ่งชี้ว่า ความน่าจะเป็นในการเกิดเศรษฐกิจถดถอยในระยะสั้นนั้นลดลงอย่างมาก สถานการณ์ดังกล่าวจะทำให้เกิดการจัดสรรน้ำหนักการลงทุนใหม่ (Asset Re-Allocation) โดยลดน้ำหนักการลงทุนสินทรัพย์ปลอดภัย และกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์เสี่ยง หรือสินทรัพย์ที่นักลงทุนยังมีการถือครองในระดับต่ำ (Under Owned) มากขึ้น

ถึงแม้ตลาดหุ้นปี 2563 มีแนวโน้มที่จะไม่แย่ และอาจจะเคลื่อนไหวได้ดีกว่าที่หลายคนคาด แต่นักลงทุนต้องไม่ลืมว่าการฟื้นตัวขึ้นของเศรษฐกิจในรอบนี้ คือการฟื้นดีขึ้นในปลายตลาดขาขึ้น (Late Cycle) ดังนั้นความสำคัญของการขึ้นในรอบนี้นอกจากจะเพื่อคาดหวังผลตอบแทนการลงทุนในระยะสั้นแล้ว ยังรวมถึงความจำเป็นในการใช้จังหวะปรับขึ้น ในการกระจายสินทรัพย์การลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงของความผันผวน หรือการถดถอยที่ถึงยังไงก็จะตามมาในที่สุด ปัจจัยอะไรคือสิ่งที่นักลงทุนควรติดตาม ? นักลงทุนมีเวลาในการปรับพอร์ตถึงเมื่อไหร่ ? และมีทางเลือกอย่างไรบ้างในการลงทุน ? มาร่วมวิเคราะห์ พูดคุย และเตรียมความพร้อมกันในงาน AVA Charity Seminar 2019 วันที่ 14 ธ.ค.62
สอบถามรายละเอียดได้ที่เฟสบุ๊คเพจ AVA Advisor และสามารถซื้อบัตรร่วมงานได้ “ที่นี่”
กิจพณ ไพรไพศาลกิจ

Author กิจพณ ไพรไพศาลกิจ

ผู้อำนวยการอาวุโสและนักกลยุทธ์ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

More posts by กิจพณ ไพรไพศาลกิจ