Posted : 4 Feb 2020

ในช่วงที่ผ่านมาคงไม่มีใครไม่พูดถึงข่าวใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตคนทั่วไปอย่างมากคือ การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า หรือบางครั้งเรียกว่า “ไวรัสอู่ฮั่น” หรือ “ไวรัสปอดอักเสบอู่ฮั่น” (นครอู่ฮั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการแพร่ระบาด) โดยในช่วงสิ้นปี 2019 ทางองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้รับแจ้งอย่างเป็นทางการจากจีนว่ามีกรณีโรคปอดบวมรุนแรงหลายรายในนครอู่ฮั่น ซึ่งเริ่มเกิดขึ้นในช่วงต้นเดือนธันวาคม 2019 จนต่อมาในช่วงวันที่ 3 ม.ค. 2020 มีรายงานว่ามีผู้ป่วยจำนวนกว่า 44 คน ในจำนวนนี้มีผู้ป่วยบางรายอยู่ในบริเวณตลาดขายส่งปลาและอาหารคาวในนครอู่ฮั่น จนภาครัฐของจีนได้ทำการปิดตลาดค้าส่งในทันที

เมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2020 รัฐบาลจีนได้ทำการปิดนครอู่ฮั่น ซึ่งเป็นเมืองที่มีจำนวนประชากรมากที่สุดอันดับที่ 7 ของจีนคือราว 11 ล้านคน และเป็นเมืองที่เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่สำคัญมากของจีน เพื่อป้องกันการแพร่กระบาดของการติดเชื้อไวรัสดังกล่าว ซึ่งการปิดเมืองดังกล่าว เรียกได้ว่าเป็นการตัดสินใจที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ด้านการสาธารณสุขของโลกเลยทีเดียว

ณ ปัจจุบัน (ณ วันที่ 30 ม.ค. 2020) มีการแพร่กระจายไปยังประเทศต่างๆอย่างรวดเร็วรวมแล้วมีผู้ป่วยรวมทั้งสิ้นกว่า 7,914 คน และเสียชีวิตไปกว่า 170 คน โดยในประเทศไทยพบผู้ติดเชื้อ 14 รายแต่ยังไม่มีรายงานของผู้เสียชีวิตนี้ในประเทศไทย

มุมมองผลกระทบของการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าต่อการลงทุน

เหตุการณ์ดังกล่าวเริ่มที่จะมาเป็นจุดสนใจของสื่อต่าง ๆ ในช่วงปลายเดือน ม.ค. 2020 เมื่อทางการจีนได้ดำเนินการปิดเมืองนครอู่ฮั่น และการสั่งระงับการเดินทางออกจากจีนของกรุ๊ปทัวร์จีน เมื่อพิจารณาจากข้อมูลเบื้องต้นที่กล่าวมาแล้วจะเห็นได้ว่า กระแสข่าวการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า เอาเข้าจริง ๆ ในครั้งนี้ถือว่าส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวและ Supply Chain ที่เกี่ยวข้องค่อนข้างรุนแรง ซึ่งในช่วงปี 2562 ไทยมีสัดส่วนนักท่องเที่ยวขาเข้าจากจีนกว่า 30% ของทั้งหมด ซึ่ง ณ ตอนนี้หลายองค์กรที่เกี่ยวข้องประเมินกันว่า ปัญหานี้น่าจะส่งผลกระทบต่อตลาดการท่องเที่ยวของคนจีนในประเทศไทยนานราว 6 เดือน ซึ่งถ้ามองในสายตาของนักลงทุนกลุ่มหุ้นที่มีโอกาสจะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ มีดังนี้

กลุ่มโรงแรมและบริการ

นับตั้งแต่การระงับกรุ๊ปทัวร์จีนออกเดินทางนอกประเทศในวันที่ 28 ม.ค. 2020 ซึ่งคาดการณ์ว่าจะทำให้นักท่องเที่ยวจีนที่มาท่องเที่ยวในไทยหายไปราว  90-95 % จากที่ปีก่อนมีนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาในไทยราว 30% จากทั้งหมด ซึ่งย่อมจะส่งผลกระทบต่อกลุ่มโรงแรมที่มีสัดส่วนลูกค้าจีนที่ค่อนข้างสูง รวมไปถึงกลุ่มธุรกิจบริการ เช่น สปา เป็นต้น

 

ดูหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวได้ที่นี่เลยดูหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวได้ที่นี่เลย

 

กลุ่มสายการบิน

แน่นอนว่านอกจากนักท่องเที่ยวจีนขาเข้าจะหดหายไปในช่วงระยะนี้แล้ว นักท่องเที่ยวไทยที่กำลังเดินทางออกไปจีนและประเทศรอบ ๆ จีน เช่น ฮ่องกง (แต่เดิมก็ได้รับผลกระทบอยู่แล้ว) และ มาเก๊า เป็นต้น ก็ย่อมจะหดหายไปในช่วง 2 เดือนนี้ ซึ่งก็จะกระทบกับธุรกิจสายการบินอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก

กลุ่มสนามบิน

เมื่อจำนวนนักท่องเที่ยวลดลงอย่างมีนัยสำคัญก็อาจจะทำให้ธุรกิจสนามบินและบริการที่เกี่ยวข้องได้รับผลกระทบไม่มากก็น้อยจากจำนวนผู้ใช้บริการที่คาดว่าจะลดลง

 

ดูหุ้นกลุ่มสนามบินและสายการบินได้ที่นี่เลยดูหุ้นกลุ่มสนามบินและสายการบินได้ที่นี่เลย

 

กลุ่มธุรกิจที่มีการลงทุนในจีน

เป็นอีกกลุ่มที่นักลงทุนควรจับตามองเนื่องจากวิกฤตในครั้งนี้ย่อมจะกระทบเศรษฐจีนในภาพรวมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นกลุ่มธุรกิจที่ลงทุนในประเทศจีนอย่างมีนัยสำคัญก็อาจจะได้รับผลกระทบไปด้วย

กลุ่มค้าปลีกและห้างสรรพสินค้า

เนื่องจากภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวถือว่าเป็นตัวจักรที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยตัวหนึ่งที่สำคัญ เมื่อจำนวนนักท่องเที่ยวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ การจับจ่ายใช้สอยในประเทศก็ลดลงตามไปด้วย ซึ่งก็จะกระทบกับกลุ่มค้าปลีก รวมถึงสถานการณ์ที่ผู้บริโภคในประเทศเกิดตื่นตระหนกจากกระแสข่าวทำให้การไปจับจ่ายหรือเที่ยวห้างสรรพสินค้าลดลงเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ

 

ดูหุ้นที่ลงทุนในจีนและค้าปลีกได้ที่นี่เลยดูหุ้นที่ลงทุนในจีนและค้าปลีกได้ที่นี่เลย

 

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นในฐานะนักลงทุนการติดตามข่าวสารอย่างมีสติมีส่วนสำคัญอย่างมาก เอาเข้าจริง ๆ เชื้อไวรัสโคโรน่า ก็ไม่ได้ติดเชื้อกันได้ง่าย ๆ รวมถึงอัตราผู้ติดเชื้อมีจำนวนมากก็จริงแต่ผู้เสียชีวิตจริง ๆ จากโรคนี้อยู่ในสัดส่วนที่ต่ำมาก ผลกระทบอาจจะไม่รุนแรงมากอย่างที่ตื่นตระหนกกัน  ปล. นักลงทุนสามารถ Update การแพร่ระบาดไวรัสเพิ่มเติมได้   “ที่นี่” 

Warasorn Worradaluk

Author Warasorn Worradaluk

Freedom Investor

More posts by Warasorn Worradaluk