Posted : 31 Jan 2020

Coronavirus 2019 ที่มาที่นำไปสู่แพร่กระจายเชื้อทั่วโลก

ในข่วงที่ผ่านมา ได้มีการค้นพบไวรัสโคโรน่าสายพันธ์ใหม่ 2019 (ไวรัสอู่ฮั่น) หรือ 2019-nCoV ที่มณฑลหูเป่ย เมืองอู่ฮั่น ประเทศจีนเมื่อช่วงปลายปี 2019 ซึ่งได้เริ่มต้นในตลาดขายส่งอาหารทะเล ฮั่วนาน (Huanan Seafod Wholesale Market) ซึ่งได้ขายเนื้อสัตว์ที่ยังมีชีวิตเพื่อนำไปทำอาหารเช่น เป็ด ไก่ ลา อูฐ สุนัขจิ้งจอก งู แบดเจอร์ หนูฮัน เฮดจ์ฮอก หมีโคอาล่า และ ค้างคาว ฯลฯ  

 โคโรน่าไวรัส เป็นไวรัส ในตระกูล เดียวกับ Severe Acute Respiratory Syndrome Coronavirus (SARS-CoV) หรือไวรัส ซาร์ (ที่เริ่มต้นจาก จีน โดยติดผ่านค้างคาวผ่านชะมด (civet cat) และข้ามมาติดเชื้อในคน) และ  Middle East Respiratory Syndrome Coronavirus (MERS-CoV) หรือไวรัสเมอร์สที่เริ่มต้นจากซาอุดิอาระเบีย (โดยเป็นการติดเชื้อจากค้างคาวผ่านอูฐและข้ามมาติดเชื้อ ในคน) ไวรัสโคโรน่าถูกจัดอยู่ในยีนัส Betacoronavirus โดยผู้ป่วยจะมีอาการระบบทางเดินหายใจอย่างรุนแรงหรือทำให้เกิดภาวะโรคปอดอักเสบ (pneumonia) 

รายงานจากทางการจีน เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับสารพันธุกรรมของคนและสัตว์จำนวน 271 สายพันธุ์ พบว่าเชื้อ 2019-nCoV เป็นไวรัสที่เกิดจากการผสมไวรัสโคโรน่าของค้างคาวและงูเห่า (Naja Atra, Chinese Cobra) ทำให้เชื้อแพร่จากงูเห่ามาสู่มนุษย์จึงทำให้ผู้ป่วยเพิ่มขึ้นตามลำดับ โดยทางจีนได้รายงานอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2020 ถึงผู้ติดเชื้อไวรัสโคโลน่าสายพันธุ์ใหม่

WHO ประกาศสภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระดับโลก

สรุปช่วงเวลาของต้นกำเนิดไวรัสอู่ฮั่นจนมาถึงการปิดเมือง

สืบเนื่องจากประกาศในวันพฤหัสบดีที่ 30 ม.ค. 2563 ไวรัสโคโรน่าสายพันธ์ุใหม่ 2019 เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศแล้ว หลังจากไวรัสมรณะตัวนี้ยังคงแพร่กระจายไปต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้หลังจากไวรัสโคโรน่าสายพันธ์ุใหม่ปรากฏขึ้นในจีนเมื่อเดือนธันวาคมปี 2019 เชื้อก็แพร่กระจายอย่างรวดเร็วจนตอนนี้มีผู้ติดเชื้อทั่วโลกรวมประเทศจีนมากกว่า 9,770 ราย ขณะที่ WHO ระบุว่ามีผู้ติดเชื้อ 118 รายอยู่ประเทศอื่นๆ อีก 22 ประเทศ ขณะที่ผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 213 รายทั้งหมดอยู่ในจีน (ข้อมูล ณ​ วันที่ 31 มกราคม 2020)

การแพร่ระบาดของไวรัสนี้เมื่อประกอบกับช่วงเวลาเทศกาลปีใหม่ของจีน เป็นช่วงที่ชาวจีนเดินทางกลับประเทศ หรือเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศ จึงทำให้การระบาดของโรคทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น เพราะโรคนี้สามารถติดต่อได้เหมือนไข้หวัดธรรมดาทั่วไป อีกทั้งมีรายงานเพิ่มมาเมื่อไม่นานนี้ว่าสามารถติดได้ทางตา (อาจจะเกิดจากการไอจาม หรือปนเปื้อนทางตา) โดยที่เชื้อสามารถแพร่กระจายได้ก่อนฟักตัวในผู้ป่วย ซึ่งในตอนนี้ผู้ติดเชื้อนั้นได้มากกว่าไวรัสซาร์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว 

ท่านสามารถติดตาม Online Dashboard กด  ที่นี่”  เพื่อแสดงรายละเอียดการแพร่กระจายเชื้อแบบ real-time ของ coronavirus  2019 ทั่วโลก

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการเงิน

อย่างไรก็ตาม การปิดเมืองอู่ฮั่นซึ่งถือว่าเป็นเมืองที่มีความสำคัญของเศรษฐกิจจีน เพราะเป็นศูนย์กลางด้านคมนาคมและอุตสาหกรรมยานยนต์รวมถึงเทคโนโลยีจำนวนมาก ทำให้มีผลกระทบโดยตรงกับจีดีพีของจีนซึ่งอาจจะลดลง 0.4 – 1 % หากอ้างอิงเฉพาะเมืองอู่ฮั่นเพียงอย่างเดียวในปี 2019 ได้เติบโตไปถึงระดับ 7.8 % ทั้งนี้ธุรกิจค้าปลีกและท่องเที่ยวจะได้รับผลประทบอย่างหนัก เพราะข้อจำกัดของการเดินทาง และการควบคุมโรคของจีนที่กะลังแพร่กระจายไปทั่วประเทศเพราะเชื้อโรคลุกลามไปไกล

สำหรับตลาดการเงินทั่วโลกอีกมุมนึง เชื้อโรคที่แพร่กระจายได้ส่งผลกระทบต่อตลาดทุนอย่างเลี่ยงไม่ได้ ช่วง 20–24 ม.ค. ตลาดหุ้นโลกปรับลดลง นำโดยตลาดหุ้นจีนที่ร่วงลงมากกว่า 3% ส่วนตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา Dow Jone Industrial Average ได้ตอบรับข่าวการแพร่ระบาดของโรคเช่นกัน โดยเฉพาะวันที่ 27 มกราคมที่ผ่านมาร่วงลงไปถึง 400 จุด และตลาดหุ้นไทยก็ตอบรับข่าวนี้เช่นกัน โดยวันที่ 27  นี้เอง SET Index ปิดที่ระดับ 1524.15 จุด ลดลง 45.40 จุดหรือ 2.89 %

 

ดู SET Index ได้ที่นี่เลยดู SET Index ได้ที่นี่เลย

ซึ่งถ้าดูตามสถานการณ์แล้ว การปรับตัวลดลงของตลาดหุ้นสอดคล้องกับการแพร่กระจายของไวรัส และนับวันการแพร่กระจายตามประเทศทั่วโลกของเชื้อโรคจะรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกัน

ในช่วงนี้ลงทุนอย่างไรดี ?

สำหรับมุมมองการลงทุนระยะสั้น จะเห็นได้ว่าโคโรน่าไวรัส 2019 มีผลกับตลาดหุ้นทั่วโลกในทางลบ ดังนั้นเมื่อเป็นเช่นนี้จึงสับ เปลี่ยนการลงทุนมาที่สินทรัพย์ที่ปลอดภัยเช่น ทอง เพราะนักลงทุนมักจะมองหาสินทรัพย์ที่ สามารถ รักษามูลค่าของการซื้อ (Purchasing Power) เอาไว้ได้เมื่อมีเหตุการณ์ร้ายต่าง ๆ เช่น สงคราม หรือ โรคร้าย เป็นต้น  

ในตอนนี้การเจริญเติบโตของเศรษฐกิจที่ถดถอยทั่วโลกบวกกับเชื้อไวรัสตัวนี้ที่ ยังไม่มียาที่รักษา หรือ Vaccine ที่สามารถกำจัดเชื้อไวรัสชนิดนี้ได้แน่นอน อาจจะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงได้เรื่อย ๆ  แต่การแพร่กระจายของเชื้อนั้นยังไม่อาจควบคุม และนำไปสู่การ ถดถอยของเศรษฐกิจทั่วโลกได้ ปัจจัย ต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้ทองยังคงมีแนวโน้มขาขึ้นต่อไป ทั้งนี้รวมถึงทองไทยเพราะมีปัจจัยเกื้อหนุนเรื่อง เงินบาทอ่อนตัวด้วย เรามาดูราคาทองกันกับ สัญญาฟิวเจอร์ทองรายสามเดือน (สัญญาสิ้นอายุเดือน มีนา) GOH20 ได้มีปัจจัยทางเทคนิคคือทำ breakout เป็นแนวโน้มขาขึ้นได้อย่างชัดเจน

 

ดู Gold Future 3 เดือนได้ที่นี่เลยดู Gold Future 3 เดือนได้ที่นี่เลย

สำหรับการลงทุนระยะยาวนั้นขึ้นอยู่กับมุมมองสองมุมว่าโรคนี้เป็นวิกฤติรุนแรงแค่ไหน หากเป็นวิกฤติที่รุนแรงที่จะแก้ไขได้ยากก็ควรหลีกเลี่ยงตลาดหุ้น อีกมุมมองนึงคือดัชนี SET Index  ที่ปรับตัวลดลงจากกระแสเรื่องโคโรน่าไวรัสอาจจะมีแนวโน้มเปลี่ยนเทรนได้ในระยะกลางและยาว ถ้าหากประสบความสำเร็จในการควบคุมโรคได้ ซึ่งจังหวะนั้นจะเป็นจุดที่ดีที่สุดในการเข้าซื้อหุ้นเพื่อลงทุนในระยะกลางถึงยาว ซึ่งการจะดูแนวโน้มของกลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าลงทุน จะดูได้จากสูตร Short Term Reversal Industrial Sectors

ดูสูตรกลับตัวของกลุ่มอุตสาหกรรมระยะสั้นได้ที่นี่เลยดูสูตรกลับตัวของกลุ่มอุตสาหกรรมระยะสั้นได้ที่นี่เลย

 

แนวทางการรักษามีหรือยัง ?

แนวทางเบื้องต้นคือรัฐบาลจีนได้ใช้ยาชนิดเดียวกันกับที่รักษาโรค HIV เพื่อการหยุดการแพร่กระจายของโรค แต่อย่างไรก็ตามการรักษาตอนนี้เปรียบเหมือนการประคับประคองโรคให้คนไข้มีอาการดีขึ้นจนหายจากโรคเอง และยังไม่มียารักษาไวรัสนี้โดยตรง ในขณะเดียวกัน ทุกประเทศก็ได้เริ่มพัฒนา Vaccine เพื่อจะกำจัด coronavirus 2019 ไปบ้างแล้ว อย่างไรก็ตามการพัฒนายารักษาหรือแม้กระทั่ง Vaccine  อาจใช้เวลานานเป็นปีจึงจะเสร็จสมบูรณ์ เพราะเนื่องจาก Vacccine จะต้องพิสูจน์ได้ว่าได้ผลลัพท์ที่ดีกับการหยุดยั้งไวรัสตัวนี้เสียก่อน รวมถึงเรื่องจดสิทธิบัตรที่จะตามมา และที่ขาดไม่ได้คือต้องได้รับการรับรองจากองค์กรอนามัยโลก (WHO) จากนั้นจึงจะนำมาใช้รักษาผู้ป่วยได้จริง ๆ 

อย่างไรก็ตาม การที่ไม่มียาหรือ Vaccine ช่วยรักษาโดยตรง ไม่ได้หมายความว่าคนที่ติดเชื้อไวรัสนี้จะต้องเสียชีวิตทุกคน คนติดเชื้อมีสิทธิหายได้เช่นกันถ้าถูกดูแลอย่างเหมาะสมโดยที่ไม่มีอาการแทรกซ้อน ดังนั้น แนวทางการรักษาเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 จึงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป

AVA Advisor

Author AVA Advisor

More posts by AVA Advisor