Posted : 19 Nov 2019

ถึงแม้การลงทุนหุ้นไทยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมามีแนวโน้มค่อนข้างน่าผิดหวัง เมื่อวัดจากดัชนี SET Index โดยปี 2561 ให้ผลตอบแทน -10.8% ขณะที่ปี 2562 (นับถึง 15 พ.ย.62) ให้ผลตอบแทน 2.5% ถึงแม้เป็นบวกแต่ก็ยังคงต่ำกว่าผลตอบแทนของตลาดหุ้นภูมิภาคโดยรวม เมื่ออิงจาก MSCI Asia Ex. Japan ที่ให้ผลตอบแทนในช่วงเวลาเดียวกันนับจากต้นปีที่ 8.8% ถึงแม้ตลาดหุ้นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาจะให้ผลตอบแทนไม่ดีนัก อย่างไรก็ตามเราประเมินว่ามีความเป็นไปได้สูงที่ตลาดหุ้นปี 2563 มีโอกาสที่จะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่านักลงทุนคาดจากเหตุผลหลัก ๆ ดังนี้

เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้น

ซึ่งเป็นผลจาก

  1. การกลับมาซื้อและสต็อคสินค้า (global restocking) อีกครั้งหลังสินค้าคงคลังที่มีลดลง และทำให้กิจกรรมการผลิตในหลายประเทศเริ่มส่งสัญญาณชี้นำที่เป็นบวกในช่วงปลายไตรมาส 3/62 ที่ผ่านมา
  2. ผลของสงครามการค้าที่เริ่มจำกัด หลังสหรัฐฯและจีนมีแนวโน้มบรรลุข้อตกลงการค้า ซึ่งจะมีผลให้ผลกระทบจากสงครามการค้าไม่ร้ายแรงยิ่งไปกว่าที่เป็นอยู่ และบรรยากาศทางเศรษฐกิจโดยรวมมีโอกาสปรับดีขึ้นจากการเข้าสู่ปีที่จะมีการเลือกตั้งประธานาธิปดีสหรัฐฯ
  3. งบประมาณปี 2563 ที่ล่าช้า คาดจะเริ่มเห็นเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้ในช่วงไตรมาส 2/63

สภาพคล่องทั่วโลกที่อยู่ในระดับสูง

ธนาคารกลางทั่วโลกดำเนินนโยบายผิดพลาดในปี 2561 โดยปรับมาใช้นโยบายการเงินที่ตึงตัวมากขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจโลกไม่ได้ฟื้นตัวดีขึ้นจริง แต่กลับชะลอตัวลง และทำให้ธนาคารกลางหลายแห่งจำต้องกลับมาอัดฉีดสภาพคล่องเพิ่มขึ้นในช่วง 2562 แต่ก็ส่งผลดีต่อสินทรัพย์เสี่ยงโดยเฉพาะหุ้นค่อนข้างจำกัด เนื่องมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทำให้ผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ชะลอตัวลง อย่างไรก็ตาม การใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายที่ต่อเนื่องไปยังปี 2563 ที่คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะเริ่มมีสัญญาณบวกมากขึ้น จะเป็นปัจจัยบวกต่อการเคลื่อนไหวของหุ้นหรือตราสารทุน

ความกังวลเรื่องเศรษฐกิจถดถอยที่ลดลง

ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่แตกต่างจะช่วง 3-6 เดือนที่แล้ว ที่นักลงทุนกังวลว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเข้าสู่ภาวะถดถอย (recession) แต่สถานการณ์ปัจจุบันบ่งชี้ว่า ความน่าจะเป็นในการเกิดเศรษฐกิจถดถอยในระยะสั้นนั้นลดลงอย่างมาก สถานการณ์ดังกล่าวจะทำให้เกิดการจัดสรรน้ำหนักการลงทุนใหม่ (asset re-allocation) โดยลดน้ำหนักการลงทุนสินทรัพย์ปลอดภัย และกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์เสี่ยง หรือสินทรัพย์ที่นักลงทุนยังมีการถือครองในระดับต่ำ (under owned) มากขึ้น

ถึงแม้ตลาดหุ้นปี 2563 มีแนวโน้มที่จะไม่แย่ และอาจจะเคลื่อนไหวได้ดีกว่าที่หลายคนคาด แต่นักลงทุนต้องไม่ลืมว่าการฟื้นตัวขึ้นของเศรษฐกิจในรอบนี้ คือการฟื้นดีขึ้นในปลายตลาดขาขึ้น (late cycle) ดังนั้นความสำคัญของการขึ้นในรอบนี้นอกจากจะเพื่อคาดหวังผลตอบแทนการลงทุนในระยะสั้นแล้ว ยังรวมถึงความจำเป็นในการใช้จังหวะปรับขึ้น ในการกระจายสินทรัพย์การลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงของความผันผวน หรือการถดถอยที่ถึงยังไงก็จะตามมาในที่สุด ปัจจัยอะไรคือสิ่งที่นักลงทุนควรติดตาม ? นักลงทุนมีเวลาในการปรับพอร์ตถึงเมื่อไหร่ ? และมีทางเลือกอย่างไรบ้างในการลงทุน ? มาร่วมวิเคราะห์ พูดคุย และเตรียมความพร้อมกันในงาน AVA Charity Seminar 2019 วันที่ 14 ธ.ค.62

สอบถามรายละเอียดได้ที่เฟสบุ๊คเพจ AVA Advisor และสามารถซื้อบัตรร่วมงานได้ที่ ava.fund/charity

กิจพณ ไพรไพศาลกิจ

Author กิจพณ ไพรไพศาลกิจ

ผู้อำนวยการอาวุโสและนักกลยุทธ์ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

More posts by กิจพณ ไพรไพศาลกิจ